fbpx

Blog

7 แผน การตลาดออนไลน์ ” สำหรับธุรกิจอสังหาฯ “

แผนการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ปัจจุบัน #ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะโครงการใหญ่หรือโครงการเล็ก แน่นอนว่าการแข่งขันทางด้านการตลาดมีสูงมาก ยิ่งเมื่อต้องก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง 4.0 ที่มีเทคโนโลยี ทันสมัยและใหม่มากขึ้นตลอดเวลา การจะทำตลาดแบบเดิมๆ อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลกำไรมากกว่าเดิมนัก ดังนั้น การปรับตัวให้ธุรกิจ มีช่องทางการทำการตลาดแบบใหม่มากขึ้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ไม่ว่าธุรกิจไหนก็ควรต้องลงมือทำ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอสังหาฯ ก็เช่นกัน ซึ่งการตลาดแบบใหม่ที่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง คือการทำการตลาดแบบออนไลน์ ที่สามารถส่งผลให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กระจายการรับรู้ การคิดและการตัดสินใจให้กับผู้ที่สนใจ และถ้าหากว่าในวันนี้ธุรกิจของคุณ ยังไม่ได้ก้าวเข้ามาสู่การตลาดออนไลน์อย่างเต็มตัว และไม่ได้เริ่มศึกษา ลงมือทำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ” บอกได้คำเดียว คุณได้ก้าวช้ากว่าคู่แข่งไปแล้วหลายก้าว!!! ” Crosswalk Agency ที่ปรึกษาและวางแผนการตลาดออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ 7 แผนการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ มาให้ได้ศึกษาและตัดสินใจเพื่อความก้าวหน้าในธุรกิจ 1. การทำ Lead Generation คือ การหาข้อมูลของลูกค้า ผ่านการใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะเป็นข้อมูลของลูกค้าที่สนใจในสินค้าและบริการจริงๆ สามารถทำได้หลายช่องทาง ทั้ง Landing Page , การทำแถบเมนู Contact Us เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูลติดต่อกลับ หรือรวมไปถึงการใช้ Facebook Fanpage เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับลูกค้า ดังนั้น การได้ข้อมูลของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ก็จะสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนด้านการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจอสังหาฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วยวิธีที่เหมาะสม พร้อมช่วยให้สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 2. ยิงโฆษณา (ยิง Ads.) การยิงโฆษณาหรือการ “ยิง Ads” เกี่ยวกับธุรกิจอสังหาฯ จะทำให้ธุรกิจมีตัวตนมากขึ้นบนโลก สามารถรู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของแบรนด์ของเรา ซึ่งการยิง Ads. ทำได้ในช่องทาง Facebook , Google , Youtube และ Line และให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ตามลำดับ ส่วนกลยุทธ์ในการยิง Ads. จะขึ้นอยู่กับ Buyer Persona ของกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นอย่างไร หากกำหนดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากยิ่งขึ้น 3. ใช้โปรโมชั่นเป็นตัวดึงดูด โดยเฉพาะโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นลด แลก แจก แถม ต้องเกิดจากการวิเคราะห์ Buyer Persona มาก่อนเช่นกัน ถึงจะสามารถกำหนดโปรโมชั่นให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด หรืออาจเกิดจากการวิเคราะห์ธุรกิจของเรา ว่าเหมาะสมกับโปรโมชั่นแบบไหนมากกว่ากัน 4. ปิดการขายไว ด้วยการสร้างอสังหาฯ ในราคา 2-3 ล้านบาท จากผลการสำรวจ การขายอสังหาฯที่มีมูลค่าประมาณ 2-3 ล้านนั้น จะสามารถปิดการขายและปิดโครงการได้เร็วมากกว่าอสังหาฯ ที่มีมูลค่าสูงกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบัน “วัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว” มีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเกิดความต้องการซื้ออสังหาฯในราคาที่สามารถรับผิดชอบได้ ซึ่งจะทำให้อสังหาฯที่มีราคา 2-3 ล้านนี้ ขายออกได้ไวกว่าช่วงราคาอื่น 5. ใช้ Customer Review หลากหลายโครงการบ้าน สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น หากมีการรีวิวจากผู้ใช้จริง โดยรีวิวนี้ต้องแสดงถึงความรู้สึกที่ดีในการใช้สินค้าและบริการของเรา ให้แก่ลูกค้าคนอื่นๆผ่านช่องทางการตลาด ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจในการซื้อมีมากยิ่งขึ้นได้ 6. การสร้างสรรค์คลิปวีดิโอ สำหรับใช้ในการโฆษณา การดึงดูดลูกค้าด้วยการทำการตลาดออนไลน์ ด้วย “รูปภาพโฆษณา” เป็นที่สนใจอันดับแรกๆ ดังนั้นจึงต้องใช้รูปโฆษณาที่สวยงามและน่าสนใจ ให้ลูกค้ารู้สึกอยากเข้ามาอ่านหรือชมข้อมูลเพิ่มเติม แต่การนำเสนอวีดิโอ เผยให้เห็นความสวยงามของส่วนต่างๆของอสังหาฯ ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว ก็จะเป็นการเน้นย้ำให้กับลูกค้าที่สนใจ มั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นนั่นเอง 7. การหา Consultant มาช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ การมีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์และความสามารถสูงในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด วิเคราะห์หากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการยิง Ads. จะช่วยให้สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ฉะนั้น อย่ารอช้าค่ะ การทำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ไม่ใช่เรื่องยาก แค่มีทีมที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กับธุรกิจคุณมากที่สุด

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ KPI

เรื่องของ 𝗞𝗣𝗜 📈📊 หรือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการทำโฆษณาออนไลน์นั้นมีหลายค่า ที่เราต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อวัดผลโฆษณานั้นๆว่า “สำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้หรือไม่”   ✅ 𝗖𝗣𝗠 (Cost per thousand impressions) คือ การคิดค่าโฆษณาต่อการแสดงโฆษณาออนไลน์1,000 ครั้ง โดยผู้ลงโฆษณาจะจ่ายตามจำนวนครั้ง ที่แสดงโฆษณาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจำนวนคลิกที่เกิดขึ้น ส่วนราคาต่อ 1 CPM นั้นขึ้นอยู่กับราคาที่ตกลงกับผู้ขายพื้นที่โฆษณา ✅ 𝗖𝗧𝗥 (Click through rate) เป็นตัวชี้วัดที่บอกถึงคนที่สนใจต่อคนที่มองเห็นยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ที่เยอะมากเท่าไหร่หมายความว่าคนให้ความสนใจใน แคมเปญนั้นๆที่เราทำ ตัวอย่างเช่น หากคุณได้รับคลิก 5 ครั้งและมีการแสดงผล 100 ครั้ง CTR จะเท่ากับ 5%โฆษณาและคีย์เวิร์ดแต่ละรายการมี CTR เป็นของตนเองซึ่งคุณจะดูได้ในบัญชี ✅ 𝗖𝗣𝗖 (Cost per click) คือ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อ 1 การคลิกซึ่งราคาจะแตกต่างกันตามธุรกิจ ซึ่งการคลิกนี้จะไม่นับรวมการมองเห็น เราจะเสียเงินก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของเราเท่านั้น แต่จะซื้อสินค้า หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความน่าสนใจ หรือความต้องการของลูกค้า ✅ 𝗖𝗩𝗥 (Conversion rate) เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่จะบอกเราว่าจากจำนวนคลิกทั้งหมดแปลงเป็นยอดขายได้ทั้งหมดเท่าไหร่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ✅ 𝗖𝗣𝗔 (Cost per action) ค่านี้จะคำนวนจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทำแคมเปญต่อจำนวนคนที่ซื้อสินค้าหรือบริการของเราหากลูกค้าคลิกเข้าชมโฆษณาแต่ไม่ได้ซื้อสินค้า ผู้ลงโฆษณาก็จะไม่เสียเงินค่าโฆษณา ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็น 𝗞𝗣𝗜  หรือเป็นตัวชี้วัดได้ถึงการทำการตลาดออนไลน์ในแต่ละช่องทาง ที่จะบอกเราได้ว่า สิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญต่างๆหรือจะเป็นคอนเทนต์ ประสบความสำเร็จหรือไม่รวมทั้งยังสามารถนำค่าต่างๆนี้ไปใช้เพื่อกำหนดกลยุทธ์ต่างๆได้อีกด้วย.  

𝗖𝗢𝗡𝗩𝗘𝗥𝗦𝗜𝗢𝗡 สำคัญต่อการทำการตลาดออนไลน์อย่างไร?

𝗖𝗢𝗡𝗩𝗘𝗥𝗦𝗜𝗢𝗡 ช่วงนี้เราจะได้ยินคำนี้บ่อยขึ้น ใช่มั้ยครับ ? 𝗖𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗶𝗼𝗻 (𝗖𝗩) คือ ✅ ยอดขายที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ ✅ ส่วนในด้าน #การตลาดออนไลน์ หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตอบสนองต่อโฆษณาไม่ว่าจะเป็นการคลิกเข้ามาดู การกดถูกใจ การสมัครสมาชิก หรือการสั่งซื้อ เป็นตัน ▶ ความสำคัญของ 𝗖𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗶𝗼𝗻 มีความสำคัญมากในการวัดผล เพื่อให้เราทราบว่าการทำโฆษณานั้นบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือไม่ โดยเฉพาะการทำ 𝗚𝗼𝗼𝗴𝗹𝗲 𝗔𝗱𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀  ถ้ามี 𝗖𝗩𝗥 (Conversion Rate) มาก ก็แปลว่าการทำโฆษณาได้ผล แต่ถ้ามี 𝗖𝗩𝗥 น้อย ก็อาจแปลได้ว่าโฆษณานั้นล้มเหลวเมื่อทราบผลลัพธ์เป็นตัวเลขแน่ชัดก็จะทำให้เราพัฒนาการตลาดต่อไปได้    

โมเดลธุรกิจแบบ B2B2C คืออะไร?

หลายคนอาจจะคุ้นหูกับ โมเดลธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) หรือ B2C (Business-to-Customer) แต่จริงๆแล้วยังมีอีกโมเดลธุรกิจ (Business Model) ที่แฝงอยู่กับทั้งสองโมเดลธุรกิจนี้ นั่นก็คือ “B2B2C” B2B2C คือโมเดลที่ธุรกิจตัวที่หนึ่ง (B1) ขายผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ธุรกิจตัวที่สอง (B2)เพื่อให้ธุรกิจตัวที่สอง (B2) นำไปขายผลิตภัณฑ์หรือบริการของตัวเองให้ลูกค้า (C = Customer)ทั่วไปต่อ และในการทำการตลาดในโมเดล B2B2C นั้น เป็นการส่งสาร หรือข้อมูลไปยัง C (Customer) เพื่อให้เกิดความต้องการสินค้าหรือบริการนั้นและเกิดการซื้อมายัง B2 และธุรกิจที่สอง (B2) ก็จะย้อนกลับมาซื้อสินค้าของ ธุรกิจที่หนึ่ง (B1) ทำให้ธุรกิจที่หนึ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆจากการขายสินค้าหรือบริการผ่านธุรกิจที่สอง และในส่วนของธุรกิจที่สองก็สามารถจำหน่ายและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให่แก่ลูกค้าได้เป็นโมเดลธุรกิจที่ถือได้ว่า Win-Win ทุกฝ่าย ที่สุดแล้ว การวางแผนที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลให้เรารู้ถึงการทำการตลาดที่ถูกต้องและเหมาะสมกับประเภทของธุรกิจ   ซึ่งการทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะส่งผลต่อยอดขายและกำไรอีกด้วย.  

Facebook Shop ซื้อ-จ่าย ครบในแอปฯเดียว

Facebook เปิดตัวบริการฟีเจอร์ อี-คอมเมิร์ซตัวใหม่ อย่างเป็นทางการ “เฟซบุ๊ก ช็อปส์(Facebook Shops)” ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้เปิดร้านออนไลน์บนเฟซบุ๊กและอินสตราแกรมได้สะดวกขึ้น การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ ไปแล้วในปัจจุบัน เพราะสะดวก รวดเร็ว อยู่ที่ไหนก็ซื้อของที่ต้องการได้ Facebook ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยม ฟีดเจอร์นี้จะช่วยให้ง่ายต่อการตั้งร้านค้าออนไลน์ และลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านได้ทั้งใน Facebook และ Instagram สามารถสร้างได้ฟรีและง่ายมากๆทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านค้าของคุณได้ทุกที่ทุกเวลา   และยังสามารถส่งข้อความคุยกับลูกค้าได้ผ่าน WhatsApp, Messenger หรือ Instagram Direct และในอนาคตคุณจะสามารถดูร้านค้าของธุรกิจและทำการซื้อได้ทันทีผ่านการแชทใน WhatsApp, Messenger หรือ Instagram Direct และสามารถชำระเงินได้โดยไม่ต้องออกจากแอป   อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ > FACEBOOK